การเดินทางเริ่มต้นอีกครั้ง ไม่ไกลจากบ้านเรามากนัก เราได้อ่านรีวิวของซาปา และ การไปปีนเขา Fansipan แล้วต่อมความอยากก็เริ่มทำงาน อยากไปพิชิตดูซักครั้ง มันคงฟินน่าดู ว่าแล้วก็ไม่รอช้าที่จะหาตั๋วไปเวียดนาม ลุย!!!!!!!

IMG_4300

กระทู้ก่อนหน้านี้ 10 Things Must Try when comes to SAPA (10 อย่างที่ควรลองเมื่อมาเยือน SAPA)

https://iamatravellers.com/2016/05/26/10-things-must-try-when-come-to-sapa-10-อย่างที่ควรลองเมื/

แผนการเดินทางในครั้งนี้

Day 1 Bkk-Hanoi เที่ยวฮานอย (สายการบิน airasia)

Day 2 Sapa (เดินทางจากฮานอยโดยรถไฟตู้นอน Sapaly Express Train)

Day 3 Fansipan (1 Day Tour)

Day 4 Sapa (เที่ยวชมเมืองในวันฝนพรำ)

Day 5 Sapa-Hanoi-Bkk (สายการบิน Vietjet Air)

โดยการเดินทางจากกรุงเทพไปซาปานั้นต้องนั่งเครื่องมาลงที่ ฮานอย (สนามบิน Noi Bai International) ก่อนนะคะ โดยสายการบินจากกรุงเทพที่บินมาลงที่นี่ ที่เป็น Low Cost ได้แก่

Thai Airasia

Nok Air

Jet Star

Vietjet Air

(Thai Airways กับ Vietnam Airline ก็มีนะแต่ราคาจะสูงหน่อย จะไม่ใช่ Low Cost ละ จริงๆมีสายการบินอื่นด้วยเอาหลักๆที่เราชอบจองก็จะมีประมาณนี้ค่ะ)

การเดินทางจากสนามบิน Noi Bai เข้าเมืองฮานอย

วิธีที่ 1 Taxi รถจอดอยู่ที่ด้านหน้า Airport ราคาประมาณ 20-25 USD ไม่ควรเกินนี้ เมื่อรวมค่าทางด่วนแล้ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-45 นาที แนะนำ NoiBai Taxi, Milinh, หรือรถแท็กซี่สีเขียว อ่านรีวิวเจอเขาบอกว่า Taxi บริษัทนี้ไม่โกงค่าโดยสาร

วิธีที่ 2 มินิบัส เดินไปทางขวามือถัดจากคิวรถ Taxi ราคาประมาณ 3 USD จะไปส่งที่สำนักงานสายการบินเวียดนามตรงถนน Quang Trung ซึ่งอยูทางทิศใต้ของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม(ทะเลสาบคืนดาบ) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะรถจะจอดให้คนลงแต่จะไม่บ่อยเท่ากับรถเมล์ แต่จะไกลจากทะเลสาบมาก สำหรับคนที่ไม่เคยไปเวียดนามเลยอาจหลงได้

วิธีที่ 3 รถเมล์ เดินผ่านคิวรถมินิบัสไปประมาณ 200-300 เมตร จะเจอลานจอดรถกว้างๆ นั่นคือป้ายรถเมล์ให้สังเกตจากจะมีคนเวียดนามยืนรออยู่จำนวนหนึ่ง ค่าโดยสารประมาณ 7,000 VND มีรถทุกๆ 15-20 นาที เริ่มตั้งแต่ 5.00-22.00 น. รถเมล์มี 2 สายคือ สาย 7 และ สาย 17 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ข้อเสียคือ จอดบ่อย โดยรถสาย 7 ไปสุดสายที่ Kim Ma อยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบฮว่าเกี๋ยมไปค่อนข้างไกล ส่วนรถสาย 17 สุดสายที่ ลองเบียน(Long Bien) ทางทิศเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ไม่ไกลจากย่าน Old Quarter ใครกลัวหลงและขี้เกียจรอแท๊กซี่โลดค่ะ

การเดินทางจากฮานอยไปซาปา 

เราต้องนั่งรถมาลงที่สถานี Lao Cai ก่อน (การเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง) จากนั้นนั่งรถตู้ไป ซาปา อีกประมาณ 1 ชั่วโมง บางโรงแรมมีบริการมารับถึงที่ แต่ถ้าใครไม่ได้จองโรงแรมไว้ก็ไม่ต้องกังวลรถตู้เยอะมากสอบถามที่สถานีได้เลย  หรือ ถามรถตู้แถวนั้นได้ (ราคาประมาณ 50,000 ดอง) โดยการเดินทางไปซาปานั้นสามารถเดินทางไปโดยรถไฟและรถบัส แต่การเดินทางโดยรถไฟตู้นอนจะสะดวกกว่าเพราะทำให้เราได้พัก และ หลับสบายกว่าตื่นมาก็เตรียมลั้ลลาได้เลย เพราะถ้าเป็นบัสอาจจะเมื่อยหน่อย แต่ราคาถูกกว่ารถไฟตู้นอนนะคะ เราได้ List บริษัทของรถไฟ และ รถบัสมาให้ เลือกกันได้เลย

รถบัสจากฮานอยไปซาปา

https://www.hanoisapatrain.com/sapa-bus.html

http://sapaethnic.com/sapa-tranportation/sapa-open-bus-vietnam/bus-hanoi-to-sapa

http://sapaexpress.com/en/bus-sapa-hanoi/14/bus-sapa-ha-noi

http://www.sleeperbussapa.com

http://www.sapapanoramahotel.com/service/detail/Express_Bus_Hanoi_-_Sapa_-_Hanoi_13.html

http://www.sleeperbusvietnam.com/Open_tour/Bus_hanoi_laocai_sapa.html

รถไฟจากฮานอยไปซาปา

https://www.hanoisapatrain.com

http://trekkingsapa.com/sapa-train/

https://traintosapa.com

https://vietnam-railway.com/train/touristtrainstosapa

https://sapatrains.com

ทัวร์ปีนเขา Fansipan เข้าไปเลือกทัวร์และสำรวจราคากันได้ เราใช้เจ้านี้ หรือไปซื้อหน้างานก็ได้เช่นกัน

http://www.sapaochau.org

นั่งกระเช้าไปเขา Fansipan ราคาเที่ยวละ 28 ยูโร ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที

ถ้ามาจากซาปาต้องนั่งแท็กซี่มาประมาณ 10 นาที บอกว่ามาจุดขึ้น Cable car ไป Fansipan ค่าแท็กซี่ประมาณ 77,000 ดองต่อเที่ยว ขากลับก็โบกแท็กซี่กลับที่เหมือนเดิมค่ะ

การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองซาปา

การท่องเที่ยวภายเมืองซาปาคือการเดินเที่ยวชมเมือง เพราะสถานที่แต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถหยุดแวะชมเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากใจกลางเมืองแล้วเลาะเลียบไปตามถนนเส้นหลัก เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่สำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายก็มีมอเตอร์ไซด์ให้บริการ มีให้เลือกทั้งแบบขับเอง หรือจะเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ได้ โดยเค้าจะคิดราคาเช่าเป็นรายวัน และ เราเติมน้ำมันเอง

ส่วนการเดินทางมาท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ รอบตัวเมือง แนะนำให้เลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์เดย์ทริป หรือใครจะเที่ยวเองก็สามารถทำได้โดยการเช่ารถจักรยานเสือภูเขา มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะแนะนำให้เหมารถตู้ เพราะคุณสามารถให้รถจอดแวะชมได้ทุกแห่งที่ต้องการได้

เงินในเวียดนาม

เงินที่ในเวียดนามเป็นเงินดอง (VND) โดย 10,000 ดอง เท่ากับ 16 บาท ไทย โดยประมาณถ้าอยากรู้ว่าของราคาคิดเป็นเงินไทยกี่บาทให้ดูที่หลักหมื่นขึ้นไป (หรือหลักที่ 5 โดยตัด 0 ทิ้ง 4 ตัว หรือจะหาร 10,000 ได้) แล้วคูณ 16 เช่น 50,000 ดอง คิดเป็นเงินไทย 5*16= 80 บาท, 180,000 ดอง คิดเป็นเงินไทย 18*16= 288 บาท พอค่ะ เดี๋ยวจะเหมือนเรียนคณิตศาสตร์เพราะนี่กำลังเรียนวิชาท่องเที่ยวกัน คริๆ หรือใครขี้เกียจแลกเงินดองใช้เงินดอลลาร์ได้นะคะ แต่ว่าเวลาเค้าทอนกลับมาอาจจะเป็นเงินดอง และ อาจจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนแพงกว่าค่ะ

ปล.เวลาหยิบเงินดูให้ดีนะคะสีของแบงค์10,000 กับ 100,000 สีคล้ายกัน เดี๋ยวจะจ่ายเกิน

ไปเที่ยวกันเถอะ

Day 1 Bangkok-Hanoi เที่ยวฮานอย ( Hoa Lo Prison Museum เนื่องจากเราเวลาไม่พอเลยอดไป ใครมีเวลาอย่าลืมแวะไปเด้อออ)

การเดินทางในครั้งนี้ขาไป เราใช้บริการของแอร์เอเซีย ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเวลา 6.30 น. ถึง สนามบิน Noi Bai เวลา 8.30 น. ซื้อซิมมือถือเปลี่ยนเลยที่สถานีรถไฟราคาแสนถูกมีให้เลือกหลายแพคเกต เราเลือกราคา 200 บาท โทรได้ประมาณ 100 นาที อินเตอร์เน็ตใช้ได้ 1 เดือน ตอนแรกเราถามเค้าว่าขอแค่ 5 วันมั๊ยเผื่อราคาจะถูกกว่า เค้าบอกไม่มี 555 ที่เลือกซื้อซิมเพราะขี้เกียจหา wi-fi เพราะลอง connect หลายจุดแล้วเน็ตช้ามาก

จากนั้นเราเลือกโบกแท็กซี่ไปในตัวเมืองฮานอยค่ะ เนื่องจากเห็นว่ารถบัสต้องรออีกนาน เพิ่งมีคนมารอ 2 คนเองกว่าจะเต็มคงอีกนาน ซึ่งถามแท็กซี่ว่าไปทะเลสาป Hồ Hoàn Kiếm เท่าไหร่ พี่แท็กผู้หน้าตาใจดี มีน้ำใจบอก “ราคาคิดตามมิเตอร์ครับ” เราเลยโอเค เพื่อนบอกประมาณ 500 บาท (หราาาาาา นั่งรถตู้ 3 usd เองนะ) แต่เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆ

ระหว่างนั่งแท็กซี่สถาปัตยกรรมบ้านเมืองเข้าเหมือนต่างจังหวัดบ้านเราเลย จะแซงทีต้องบีบแตร โชคดีที่ได้ขึ้นแท็กซี่คันนี้ เพราะรถเค้าจะมีเหมือนลำโพงที่เปิดไว้เพื่อแจ้งข่าวสารว่าให้ไปรับผู้โดยสารที่ไหน อะไรยังไง เหมือนแท็กที่บ้านเราเลย ใครว่างก็ตอบ คันที่นั่งเจ๊ผู้แจ้งข่าวให้พี่แท็กพูดตลอดทางเลยจ้าาาา เกือบ 1 ชั่วโมง แต่พี่แท็กคงมีรำคาญบ้างตะโกนเป็นพักๆเหมือนให้หยุดพูด แต่เจ๊แกคงกินยาม้ามามั้ง ยังคงพูดรัวแบบต่อเนื่องจนถึงที่หมาย

ที่พีคกว่าคือตอนจ่ายตังพี่แท็กบอกว่าเราต้องจ่ายค่าโทรลเวย์ เพิ่มค่ะ 300,000 ดอง เพื่อเราเลยถามว่าเราไปขึ้นโทรลเวย์ตอนไหนเหรอ เค้าก็พยายามชี้ไปที่ป้ายติดรถว่านี่ๆๆๆๆ (เมิงจะปล้นก็บอกมาเถอะค่ะ ไหนบอกตามมิเตอร์ห่าน) แล้วพี่แท็กก็พยายามบอกว่าต้องจ่ายนะ เพื่อนก็บอกมาทุกครั้งก็ไม่เห็นต้องจ่าย สรุปคือต้องจ่ายค่ะ ค่าแท็กซี่เลยฟาดไป 347,000 + 300,000 ดอง (1,000 กว่าบาท) โกงกันเห็นๆ

เนื่องด้วยเรามีสัมภาระขี้เกียจแบกจึงหาโรงแรมเพื่อหย่อนสัมภาระไว้แล้วไปลั้ลลาต่อ ก็ได้ Check in ที่ Violet Hotel ใกล้กับ ทะเลสาป Hồ Hoàn Kiếm เลย ราคา 12 ยูโร เมื่อหย่อนสัมภาระเสร็จที่แรกที่เราไปคือ ทะเลสาป Hồ Hoàn Kiếm

1. ทะเลสาบคืนดาบ หรือ โฮฮว๋านเกี๋ยม (Hồ Hoàn Kiếm) และสะพานไม้สีแดง ๆ ที่เห็นนั้นก็คือ Cầu Thê Húc ซึ่งแปลความหมายได้ (ประมาณ) ว่า แสงแดดยามเช้า เป็นทะเลสาบน้ำจืดและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงใจกลางกรุงฮานอย น้ำในทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยมโดยปกติจะเป็นสีเขียว จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ทะเลสาบหลุกถวี” (Lục Thủy) หรือ “ทะเลสาบน้ำเขียว”

thumb_DSC_1142_1024thumb_DSC_1148_1024

จากนั้นซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมด้านในวัด โดยเดินข้ามสะพานสีแดงไป ราคา 30,000 ดองต่อคน

เดินที่แรกก็หิว เลยแวะกินข้าวเที่ยงเมนูนี้ชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่เป็นอาหารพื้นบ้านของที่นี่ เป็นหมูปิ้ง ในน้ำซุปกระเทียมดอง กินกับขนมจีน รสชาติออกเค็มๆ หวานๆ เหมือนกินกระเทียมดอง เราว่ารสชาติมันแปลกๆ แต่หมูปิ้งอร่อยดีนะbun-cha-1636

2. Chua Tran Quoc pagoda หรือ วัดเจดีย์เตริ่นกว็อก มีจุดเด่น คือ เจดีย์แห่งนี้มีสีชมพู ด้วยความสูง 10 ชั้น  พร้อมได้รับอิทธิพลการสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน แต่ก็มีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นอยู่พอสมควร โดยจุดเด่นที่สำคัญคือในแต่ละชั้นของเจดีย์แห่งนี้จะมีพระพุทธรูปสีขาวอยู่ในช่องรอบเจดีย์เลย ทำให้เป็นความแตกต่างกับเจดีย์อื่นๆ ในเวียดนาม นอกจากนั้นแล้วรอบๆ ของฐานเจดีย์ก็ยังมีแผ่นหินที่มีอายุมากกว่า 400 ร้อยปีตั้งอยู่มากมายรอบๆ ฐาน ระยะทาง 3.9 กิโลเมตรที่ต้องเดิน ใน Map บอกเดินประมาณ 45 นาที เพื่อนผู้ใจดีบอกเดินมั๊ย (กรอกตาบนเบาๆ ช่างกล้า แดดจ้าขนาดนี้ริคิดจะเดิน) แต่ว่าจะได้เห็นวิวระหว่างทางเดินด้วยนะ ไม่ไกลหรอก ไหนๆเธอก็จะไปปีนเข้าอยู่แล้วนี่ เออ…..เดินก็เดิน (ก้มหน้าเดินไปค่ะ)

ระหว่างเดินไปเราก็สำรวจวิวระหว่างทางไปด้วย แท็กซี่ สามล้อ มอไซด์ที่ขับตามวนเวียน พี่ไม่ได้แดกหนูหรอกค่ะ เพราะเลือกที่จะเดินแล้ว คือสามล้อที่นี่ ถ้าได้มองหน้าหรือยิ้มให้ พี่แกจะตื้อมาก ให้ทำหน้าเครียดเข้าไว้นะคะ เผื่อช่วยได้ เจอน้องหมากำลังทำไรรรรรร (เบ่งขรี้ฮะ 555)

thumb_DSC_1173_1024

ร้านตัดผมข้างทาง เกร๋ป่ะล่ะ

thumb_DSC_1203_1024thumb_DSC_1183_1024thumb_DSC_1180_1024

อากาศร้อนมากเลยแวะกินกาแฟโบราณของที่นี่หน่อยดีกว่า กาแฟรสชาติแปลกดี มีมาให้แค่ครึ่งแก้วรสชาติเหมือนเอสเปรสโซ่ ที่สำคัญไม่ใส่น้ำแข็งมาให้ จึงขอเติมนมกับป้าแก คุยกันนานมากขนาดหารูปในอินเตอร์เน็ตให้ดูป้าแกยังไม่เข้าใจว่านมคืออะไร แกยิ้มอย่างเดียวเลย

IMG_3916

เดินมาเรื่อยๆก็เจอสถานีรถไฟแต่ไม่ใช่สถานีรถไฟหลักนะคะ เลยแวะถามว่าถ้าจะไปซาปาขึ้นรถที่นี่หรือป่าว เค้าบอกต้องไปอีกที่นึงเป็นสถานีใหญ่ชื่อ GA HA NOI

thumb_DSC_1202_1024thumb_DSC_1186_1024thumb_DSC_1198_1024

ท่ามกลางอากาศร้อนเพื่อพิสูจน์ว่าถ้าฉันเดินไปถึงที่หมายได้ ฉันก็คงต้องไปปีนเขาได้ และแล้วเราก็มาถึงค่ะ Chua Tran Quoc pagoda หรือ วัดเจดีย์เตริ่นกว็อก

ทะเลสาบว้างมาก ลมเย็นด้วย

thumb_DSC_1210_1024thumb_DSC_1221_1024thumb_DSC_1208_1024thumb_DSC_1212_1024thumb_DSC_1214_1024

3. Ho Chi Minh Mausoleum สุสานลุงโฮ ชื่อในภาษาเวียดนามเรียกว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich ho Chi Minh) เป็นสุสานขนาดใหญ่ของอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของชาวเวียดนามครับ ตั้งอยู่ที่กึ่งกลางจัตุรัสบาสติงห์, ซึ่งเป็นสถานที่ที่โฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพของเขาเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากสุสานของเลนินในกรุงมอสโคว์ แต่รวมสถาปัตยกรรมของเวียดนามเข้าไปด้วย บริเวณรอบๆถูกแบ่งเป็นทางเดินซึ่งประดับไปด้วยดอกไม้และต้นไม้กว่า 250 ชนิดจากทั่วทั้งเวียดนาม  ภายในสุสานโฮจิมินห์มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา

ส่วนร่างของโฮจิมินห์นั้นถูกเก็บรักษาอยู่ในโลงแก้วบริเวณใจกลางสุสาน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รู้จักกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม โดยในสุสานแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น, ห้ามพูดคุยเสียงดัง, และไม่อนุญาตให้สูบบุรี่,ถ่ายรูปและวิดีโอใดๆทั้งนั้น

สุสานโฮจิมินห์จะปิดทุกวันจันทร์และวันศุกร์  ก่อนเข้ามีเจ้าหน้าที่ตรวจการแต่งกายและตรวจกระเป๋า และต้องเดินไปตามทางเดินอย่างมีระเบียบ  สุสานโฮจิมินห์จะปิดในฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลานาน 2 เดือน (ช่วงเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน เพื่อนำศพลุงโฮไปทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาที่รัสเซียครับ)

บริเวณเดียวกันนั้นก็สามารถชมส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับโฮจิมินห์ได้ คือ บ้านพักลุงโฮ (Ho Chi Minh’s stilt house) + วิหารเสาเดียว (One Pillar Pagoda) + ทำเนียบเหลือง เสียค่าเข้าชม คนละ 25,000 บาทค่ะ

ดูอลังการมาก เค้าจะมีเส้นขีดไว้ มีทหารยืนคุมอยู่ห้ามเข้าไปถ่ายรูปเกินเส้นที่ขีดไว้บริเวณด้านหน้า แต่เสียดายเราไม่ได้เข้าไป เหมือนเค้าจะปิดทำอะไรซักอย่าง อดเลย

thumb_DSC_1235_1024

4. Flag Tower of Hanoi หอคอยนี้มีอายุมากกว่า 200 ปี ข้างในจะมีบันไดสามารถขึ้นไปชมวิวของกรุงฮานอยได้ บนยอดของหอคอยจะประดับด้วยธงชาติเวียดนาม

thumb_DSC_1252_1024thumb_DSC_1251_1024

5. โบสถ์ st.Joseph โบสถ์เซนต์โจเซฟ ตั้งอยู่บนถนนยาจุง (Nha Chung) ทางด้านเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม(ทะเลสาบคืนดาบ) เมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียดนามและได้จัดการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทำให้ความเชื่อและสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกทำลายทิ้งไปพอสมควร รวมถึงที่นี่ด้วยเพราะก่อนจะสร้างโบสถ์แห่งนี้ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์บ่าวเทียน (Bao Thien) และถูกทำลายลงตอนสร้างโบสถ์เซนต์โจเซฟ ทำให้ที่นี่เป็นโบสถ์เก่าที่สุดในฮานอย เราว่ามันงาม รู้สึกเหมือนยืนอยู่ ณ มหาวิหารน็อทร์ดามแห่งกรุงปารีส (Notre Dame Cathedral) เลยฟังดูเว่อร์นะ แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

thumb_DSC_1260_1024

เอ๊ะร้านข้างๆโบสถ์ทำไมคนเยอะจัง เค้าทำอะไรกัน ว่าแล้วก็พุ่งตรงไปเป็นร้านขายน้ำค่ะ น้ำผึ้งมะนาว แก้วละ 20,000 ดอง จัดไปค่ะ เราว่ารสชาติมันไม่เหมือนมะนาวคั้นสด มันไม่อร่อยเลย น้ำผึ้งก็แทบไม่มีกลิ่น แต่ขอโทษคนเต็มร้านนะคะ หรือ เราอาจจะไม่ชอบรสชาตินี้ก็ได้

thumb_DSC_1266_1024

เดินย้อนกลับมาเจอร้านนวดด้านซ้ายมือ เนื่องจากเดินมาทั้งวันเลยแวะนวดเท้ากันคนละ   1.30 ชั่วโมง ราคา 180,000 ดอง ชื่อร้าน Van Xuan Foot Massage นวดดีมากพูดเลย นวดเท้าแต่ได้ทั้งนวดแล้วแบบชอบมาก ไล่เส้นให้ด้วยจนมองหน้าเพื่อนแล้วแบบ ต้องให้ทริปไปอีก 100,000 ดอง แบบไม่คิดเลย ป๋าป่ะหล่ะจ่ายเป็นแสนๆ (ดอง)

เดินมาอีกหน่อยมีร้านเฝอเจ้าดังร้าน Fho IO Ly Quoc Su กำลังเปิดร้านพอดี เปิดปุ๊ปคนเข้าร้านปั๊บ เนื้อเค้าจะมีหลายแบบคล้ายสเต๊กที่มีแบบ rare medium welldone เราเลือกสั่งแบบ welldone ตอนเค้ามาเสริฟ คือแบบหอมมาก พอได้ชิมก็… อร่อยมาก รสชาติกลมกล่อม กินจนหมดชามเลย แม้แต่น้ำซุปก็ไม่เหลือคิดดู (ไม่ได้โม้ต้องไปลองเอง)

thumb_DSC_1269_1024thumb_DSC_1268_1024IMG_3928

เวลาเปิด-ปิด 6.00-14.00 น. และ 17.30-22.00 น.

ราคา  55,000 ดอง

5. West Lake ทะเลสาบใกล้กับ โฮฮว๋านเกี๋ยม (Hồ Hoàn Kiếm) ยามเย็นคนเยอะมาก บรรยากาศดี

thumb_DSC_1315_1024thumb_DSC_1307_1024thumb_DSC_1299_1024thumb_DSC_1273_1024

เดินเสร็จ 2 ทุ่ม กลับไป Check out เพื่อเดินทางไปสาถนีรถไฟ GA HA NOI ไป ซาปา

6. สถานีรถไฟ GA HA NOI เราจองรถไฟแบบตู้นอนของ Sapaly Express Train ราคาเที่ยวละ 42 ยูโร (ประมาณ 1,500 บาท) โดยจองคืนที่จะเดินทางจากกรุงเทพมาฮานอยเลย ทริปนี้แพลนมีคร่าวๆ แต่ไม่ได้จองอะไรเลย แทบจะสดล้วนๆ โดยจองผ่านเวป https://www.hanoisapatrain.com/sapa-bus.html จะได้ใบเสร็จการจองมาแต่ต้องมารับตั๋วที่สถานีรถไฟอีกที รายละเอียดการจองรถไฟ เราได้กล่าวไว้ด้านบนแล้วนะคะ เผื่อใครสนใจลองเลือกดูได้

IMG_3932

มาถึงสถานีรถไฟแล้ว ถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าถ้าจองของ Sapaly Express Train ต้องอ้อมไปอีกฝั่ง เดินไกลพอสมควร ถ้าใครจะมาขึ้นรถไฟควรเผื่อเวลาไว้ซัก 2 ชั่วโมงนะคะ เผื่อเวลารับตั๋วกรณีจองผ่านออนไลน์ เนื่องจากจุดขึ้นรถไฟมี 2 จุด ควรสอบถามให้แน่ชัดว่ารับตั๋ว และ ขึ้นตรงไหน แต่ถ้าใครซื้อตั๋วหน้างานแล้วเดินทางเลยก็ 1 ชั่วโมงน่าจะเอาอยู่

IMG_3939IMG_3938IMG_3943

ภายในห้องนอนเป็นเตียง 2 ชั้นทั้งหมด 4 เตียง เป็นลายไม้ มีแปลงฟัน, น้ำ , กาแฟบริการ คล้ายๆ Hostel ขนาดย่อม เตียงนุ่มนอนสบายมาก รูปรถไฟในเวปกับของจริงแตกต่างกันเล็กน้อย ห้องนอนก็เช่นกัน

IMG_3956

ระหว่างการนอนบนรถไฟ เรานอนชั้น 2 ยังไม่ชินรู้สึกเหมือนจะตกเตียงตลอดเวลา แรกๆนอนไม่ค่อยหลับ ในขณะที่เพื่อนร่วมทริปหลับสนิท ได้ยินเสียงรถไฟแอ๊ดๆ ตลอดทาง รับรู้ได้ถึงความเร็วของรถไฟ หลับๆ ตื่นๆ จนถึงเช้า รถไฟถึงที่หมายสถานี Lao Cai ตรงตามเวลาดีมาก 6 โมงกว่าๆ เนื่องจากไม่ได้จองโรงแรมไว้ เลยสอบถามราคารถตู้ไปซาปาที่สถานี Lao Cai ได้ราคา 50,000 ดองต่อคน ลุยค่ะ เดินทางอีก 1 ชั่วโมงก็จะถึงซาปาเป้าหมายของทริปนี้ วิวระหว่างทางงามมาก เป็นไร่นาขั้นบันไดตลอดทาง ทางโค้งเยอะมาก พยายามข่มตาไว้อย่าหลับนะคะ

Day 2 เที่ยวซาปา

ถึงแล้นนนนนนนน ฮัลโหล ซาปา พวกเรามาแล้ว โดยระหว่างทางที่นั่งรถไฟมาพวกเราก็หาที่พักจนมาจบที่ Elysian Hotel อยู่ใกล้กับปากทางที่จะเลี้ยวไป Cat Cat Village และ โบสถ์คริส เลย ราคาคืนละ 20 ยูโร โดยเราเลือกพักที่นี่จำนวน 2 คืน เจ้าหน้าที่ของโรงแรมบริการดีมาก ช่วยแนะนำข้อูลการเที่ยวเยอะมาก จัดหามอไซด์ให้ไปแว๊นอีกตะหาก แว๊นก่อนจ่ายตังทีหลังพร้อมค่าโรงแรมเลย ชีวิตดี๊ดี (มิได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด)

Elysian Hotel

thumb_DSC_1323_1024

IMG_4123thumb_DSC_1626_1024

หลังจากเข้า Check in เสร็จแล้วก็ได้เวลาของมื้อเช้า ร้านนี้เป็นร้าน Local และ ดราม่าหนักมาก โชคดีที่รอดมาได้ โดยคนขายน่าจะเป็นสามีภรรยากัน และ มีลูกจ้างหรือญาติอีก 2 คน ช่วยกันทำ เมนูที่สั่งได้แก่ เนื้อพันเห็ดเข็มทอง ข้าวผัดเนื้อ มาม่าผัดเนื้อ และ นกย่างค่ะ เมนูนกย่างแนะนำโดย SK ผู้ลองทุกอย่าง ส่วนเราชอบเนื้อพันเห็ดเข็มทองมาก หอม อร่อย นั่งกินไปมีทีเด็ดค่ะอยู่ดีๆ ผัวเมียทะเลาะกัน ไล่เอามีดฟันกัน เสียงดังลั่นร้าน หันไปมอง ฮียกมีดอีโต้จะสับหน้าเมีย พวกเรามองหน้ากัน แต่…..ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รีบจ้วงและรีบไปค่ะ อยู่นานอาจโดนลูกหลงได้

เราเดินขึ้นไปซื้อทัวร์ที่จะไปปีนเขา Fansipan ของ Sapa O’ Chau ตอนแรกกะจะซื้อ 2 วัน แต่ Adam บอกว่าวันเดียวก็มีและน่าจะดีกว่า เลยตัดสินใจซื้อ 1 Day Trip  ราคา 68 ยูโร พร้อมอาหารเที่ยง ไกด์ คนแบกของ และ นวด 30 นาทีหลังจากกลับมาแล้ว (คงคิดไว้แล้วหล่ะว่าพวกแกต้องเมื่อย 555)

thumb_DSC_1485_1024

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.sapaochau.org

เดินกลับมาที่โรงแรมเพื่อเช่ามอไซด์ไปแว๊นค่ะ โรงแรมยกหูกริ๊งเดียวมอไซด์มาละ ไวปานสายฟ้าฟาด ราคาต่อวัน 5 ยูโร เติมน้ำมันเอง เจ้าหน้าที่โรงแรมจะให้แผนที่การท่องเที่ยวซาปามา และ แนะนำว่าให้ไปที่ไหนบ้าง รวมถึงบอกจุดเติมน้ำมันว่าอยู่ที่ไหน โดยต้องเอามอไซด์มาคืนก่อน 6 โมงเย็น ตอนแรกถามคนที่เอามอไซด์มาส่งว่าน้ำมันมีพอที่จะขับไปถึงปั๊มมั๊ย ฮีบอกถึงๆ เราก็โอเค พอแว๊นไปได้ซัก 1-2 กิโลแค่นั้นแหละ ดับค่ะ เครื่องไม่ฟิต สตาร์ทก็ไม่ติด น้ำมันหมด ไหนเมริงบอกว่าพอไง นี่ตรูต้องเข็นไปปั๊มเป็นกิโล เพื่อเติมน้ำมัน ม่ายยย!!!!!!!!! พอเติมน้ำมันเสร็จ ก็แว๊นมอไซด์ไปเที่ยวกัน อย่าลืมขับเลนซ้ายนะคะ คนละเลนกับบ้านเรา ตอนแรกๆจะไม่ชินๆ แว๊นไปเดี๋ยวก็ชินเอง แพลนของเรามีดังนี้ค่ะ

 1. น้ำตก Silver (ค่าเข้าชม 20,000 ดอง)

ทางไปน้ำตกไกลมาก ทางมีแต่ฝุ่น เนื่องจากเค้ากำลังทำถนน ถ้าจะแซงรถต้องบีบแตรให้เค้ารู้ว่าเราจะแซง แต่โชคช่างเข้าขว้าเรายิ่งนักแตรรถไม่ดีค่ะ เสียงยังก็กบร้อง “แอ๊บๆๆ” ตะโกนปี๊ปๆง่ายกว่า ดังกว่าด้วย พอมาถึงน้ำตก Silver จริงๆยืนข้างหน้ามองก็เห็น แต่จะมีรั้วกั้น ด้วยความอยาก เนื่องจากอยากแว๊นมาตั้งไกลเลยต้องยอมเสียค่าเข้าชมไหนๆก็มาแล้วนี่

IMG_3957

2. น้ำตก Love (ค่าเข้าชม 70,000 ดอง)

ขับต่อมาจากน้ำตก Silver ซักพักก็จะเจอน้ำตก Love โดยต้องเดินเข้าไปข้างในไกลพอสมควรอารมณ์เหมือนเดินป่า ไม่มีห้องน้ำมีแต่ห้องน้ำตามธรรมชาติค่ะ เดินไปก็จะมีควายนอนเล่น เกลือกกลิ้งโคลน ฝรั่งต่างตื่นตาตื่นใจถ่ายรูปกันใหญ่ (คงคิดว่าน่ารักสินะ) สงสัยบ้านไม่มี ส่วนฉันเหรอเห็นจนชินผ่านค่ะ

IMG_3958

หลังจากชมความงามของน้ำตกที่น้ำแห้งมากเสร็จแล้วที่ต่อไปที่เราจะไปคือ หมู่บ้าน Ta Phin เนื่องจาก Jasmin เรียกร้องพวกเราเลยจัดให้นาง อยากจะบอกว่าขับไปไกลมาก วิวชนบทสุดๆ กลิ่นโคลน สาปควายมาเต็ม พี่คล้าวทองกวาวมาหาพี่แล้ว ทางลูกรังค่ะบอกเลย แต่ชอบมากแวะถ่ายรูปตลอดทาง ที่ไปไม่ถึงซะทีก็เพราะจอดตลอดทางนี่แหละ ทางขึ้นเขาลงเขา ขับรถเป็นชั่วโมงๆตามหาหมู่บ้าน Ta Phin แต่วิวสวยยอม

ดูซิแล้วเมื่อไหร่จะถึง

IMG_4305.JPG

หมู่บ้าน Ma Tha และ หมู่บ้าน Ta Phinthumb_DSC_1378_1024thumb_DSC_1380_1024

thumb_DSC_1376_1024thumb_DSC_1390_1024IMG_3962

thumb_DSC_1406_1024

ไปถึงหมู่บ้าน Ta Phin เจอชายอิตาลีกำลังแว๊นมอไซด์ไปเที่ยวเหมือนกัน เค้าบอกมี Cave น่าสนใจไปกันมั๊ย ประเด็นคือฮีมาคนเดียวจะหาพวกไปด้วยแหละ ว่าแล้วเราก็ไปตะลุย Cave กันค่ะ เป็นถ้ำซึ่งภายในมืดมาก หน้าถ้ำจะมีเด็กมายืนให้เช่าไฟฉาย และมีลุงแก่ๆคนนึงนั่งอยู่ โดยไม่พูดไม่จา มีแก๊งฝรั่งกลุ่มหนึ่งเพิ่งสำรวจถ้ำเสร็จออกมานี่โคลนเต็มตัวหัวยันเท้าเลย ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร Adam ผู้มีอุปกรณ์พร้อมสุดหยิบไฟฉายขึ้นมาพร้อมกับ Jasmin นำทับเข้าไปตะลุยถ้ำ เรา SK และ หนุ่มอิตาลีเดินตาม เดินเข้าไปไม่ถึง  1 นาที ทุกคนต่างพากันเดินออกมาเพื่อมาเช่าไฟฉาย เพรามันมืดมาก แต่คุณลุงผู้นั่งอย่างเงียบๆ คงยิ้มในใจ และ คิดในใจ “กูว่าแล้วพวกเมริงต้องกลับมา” คุณลุงก็ได้ปริปากบอก 10,000ดอง แล้วชี้ไฟที่สวิตท์ไฟ คือ พวกเมริงงงต้องจ่ายคนละ 10,000 นะคะ ตรูถึงจะเปิดไฟให้เข้าไปสำรวจ แล้วก็ไม่บอกแต่แรกนะลุง แต่เปิดไฟก็ไม่ช่วยอะไรมากค่ะ ทางจะมีน้ำ โคลน ลื่นๆหน่อย แต่เดินได้ต้องระวัง นี่ต้องไปปีนเขาในถ้าหรือนี่ ถามว่าลื่นมั๊ย “จะเหลือเหรอ” ดีนะที่เก็บกล้องไว้ในกระเป๋า ออกมานี่ โคลนเต็มเลยค่าาาาา เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปคนไว้ เอารูปถ้าไปละกันเนอะ ถึงว่าทำไมแก๊งก่อนหน้าโคลนเต็มตัวเลย 5555 เราว่ามันแอดเวนเจอร์ดี ต้องไปลองค่ะ

IMG_4269

ออกมาเสร็จก็ 6 โมงเย็นแล้ว ต้องรีบเอามอไซด์ไปคืนที่โรงแรม ถึงที่หมายเกือบ 1 ทุ่ม หิวแล้วกินอะไรดี เลยเดินขึ้นไปด้านบนมีร้านอาหารเยอะเลยเลือกร้านติดถนนด้านซ้ายคนเยอะดี ชื่อร้าน NHA HANG CAO NGUYEN Restaurant นำโดย Jasmin ผู้ลองทุกอย่างสั่งเหล้ามาก่อนเลยค่ะ บอกพวกเราต้องลอง ตามด้วย Thang Co (คล้ายแกงอ่อมเครื่องในบ้านเราเป็นเมนูที่ต้องกินของซาปา)

เหล้าขาวซาปา (กินเหมือนสาโท)

IMG_3963

Thang Co (ขอเรียกว่าแกงอ่อมเครื่องใน)

IMG_3965

หลังจากอิ่มหนำสำราญเราก็เลยไปแวะนวดค่ะ ตอน 2 ทุ่มร้านด้านในสุดฝั่งขวามือ (อย่าไปนวดเด็ดขาด) ชั่วโมงละ 150,000 ดอง เราต่อเหลือ 100,000 ดองได้ด้วยเว้ยเห้ย แต่อย่าเรียกว่านวดเลยค่ะ เรียกว่าลูบจะเหมาะกว่า เสียดายเงินที่จ่ายไปมาก ไม่หายเมื่อยเลยแม้แต่นิด แยกย้ายนอนค่ะ

Day 3 ปีนเขา Fansipan

รถมารับที่โรงแรมตอน 5.30 น. ไปส่งนะจุดที่จะเริ่มเดิน พอถึงจุดเริ่มเดิน ก็งงซิคะว่าจะเดินยังไง เพราะไม่มีใครเลย คือ คนขับรถลืมไปรับไกด์กับพรรคพวกค่ะ 555 ต้องวนไปรับแล้วกลับมาใหม่ อากาศตอนเช้ามันเย็นมาก หมอกเต็มเลย ไกด์แจกถุงมือคนละคู่ พร้อมกับอธิบายการเดินทางว่าเราจะใช้เวลาทั้งหมด 5-7 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราเดินเร็วก็ถึงที่หมายเร็ว ไกด์ในทริปนี้ชื่อ ลู และ มีพี่อีกคนที่เป็นคนแบกของให้แกยิ้มอย่างเดียวไม่พูดอะไรเลย ลูบอกว่ามีน้ำให้ มีขนมปัง และมีอาหารเที่ยงให้อยากกินเมื่อไหร่บอกได้เลย ลูบอกว่าเพิ่งแต่งงานไปเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว ลูรักงานนี้แม้จะเดินขึ้นเขาทุกวันแต่ลูมีความสุขที่ได้ทำมัน พอเริ่มเดินร่างยังฟิต อุ้ยโน่นอัลไล อุ๊ยนี่อัลไล พอเดินไปซักพักเริ่มเหนื่อยหาไม้เท้าค่ะ ทุกคนบอกเหมือนยายแก่เลย มิแคร์ค่ะ ณ จุดนี้ จากที่เดินกันเป็นกลุ่มก็เริ่มแตก โดยลูยังคงเกาะติดเราเหมือนเงาตามตัว เพราะเหนื่อยมาก ทำไมพวกแกไม่เหนื่อยกันเลย คือ ทางที่เดินต้องขึ้นเขา ลงเขาข้ามน้ำ โคลน สารพัด ตอนทางเรียบเราเดินเร็วมากแต่พอถึงทางที่ต้องปีนขาไม่มีแรงจะยกแล้ว ต้องพักเป็นระยะ หัวใจแทบหยุดเต้น อากาศเย็นแต่ร้อนเพราะเดินเยอะ เราถามลูตลอดทาง cable car อยู่ไหน สามารถขึ้น cable car ไปได้มั๊ย ลูบอกไม่มีต้องเดินอย่างเดียว เพราะ cable car อยู่ข้างบนยอดนู่น อ่อ…ค่ะเดินต่อค่ะ แต่วิวระหว่างทางมันงามมาก แม้หมอกจะเยอะ ที่นี่มีแต่ห้องน้ำตามธรรมชาตินั่งยองๆไปค่ะ หรือ ถ้ารอได้ก็ต้องรอให้ถึง แคมป์ 1 และ แคมป์ 2 ถึงจะมีอีกครั้ง เดินมาจากแคมป์ 1 จนถึง แคมป์ 2 เที่ยงกว่าๆ ลูบอกพักกินข้าวก่อนที่นี่ โอ้ววววพระเจ้าช่วยชีวิต ขาได้ผ่อนคลายแระ

IMG_3991IMG_3982IMG_3985

thumb_DSC_1414_1024

บรรยากาศแคมป์ 2

IMG_3968

อาหารเที่ยงของเรา

IMG_3973IMG_3974

ลูเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนไม่มีกระเช้านายทุนต่างมากันมาสร้างแคมป์เพื่อให้คนมาพัก จะได้ไม่เหนื่อยตีนไปปีนเขา ค่าใช้จ่ายสูงมากในการสร้างเพราะต้องขนดินจากข้างนอกเข้ามาก่อสร้าง แต่พอมีกระเช้าคนก็เริ่มเดินทางโดยกระเช้ามาขึ้น จากที่ต้องนอนแคมป์ 2-3 วัน ก็ไม่ค่อยมี หรือมีน้อยลง คนเน้นเดินทางไปกลับแบบ 1 Day Trip มากขึ้น ทำให้ที่นี่เกือบจะร้าง และไม่ค่อยมีคนสนใจ พอพักหายเหนื่อย เติมพลังเสร็จก็ต้องเดินทางต่อลูบอกว่าอีกไม่ไกล แต่ระยะทางหลังจากนี้จะเป็นแบบขึ้นเขาสูง ลงเขาทางลาดต่ำ และ ขึ้นเขาอีกครั้ง ก็จะถึงจุดสูงสุดของ Fansipan ทุกคนพร้อมแล้วก็คงมีแต่เราสินะ เมื่อไหร่จะถึงซักที “เหนื่อยมาก” พูดเลย แม้จะพักก็เหอะ ระหว่างทางที่เดินไปจนเห็นปลายทางอยู่รำไร ลูบอก “คุณทำได้” แต่สภาพนี่เหมือนคนใกล้ตายมาก ไหนบอกใกล้แล้วๆไงลู

และในที่สุด ในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จ ฉันมาถึงจุดสูงสุดของ Fansipan แล้ว เวลา 13.30 น. นี่กรูเดินมาตั้ง 6.30 ชั่วโมงหรือนี่ เดินไปได้ไงวะ บ้าไปแล้ว โยนทุกอยากออกจากตัว นั่งเป็นอันดับแรก ทุกคนบอกคุณทำได้ พากันยิ้ม ดีใจที่เราสามารถแบกสังขารขึ้นมาจนถึง Adam กับ Jasmin บอกว่าตอนแรกคิดว่าเราจะทำไม่ได้ ปลาบปลื้มกับความสำเร็จของเราครั้งนี้มาก ซึ่ง Jasmin และ Adam บอกว่าเราเป็นความภูมิใจของพวกเขาเลยนะ จะเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังว่าเราขึ้นไปได้ พวกเธอก็ต้องทำได้เช่นกัน 555

thumb_DSC_1433_1024

ไกด์ของเราค่ะthumb_DSC_1443_1024

แต่ก่อนที่จะมาถึงนี่เราบอกกับทุกคนตลอดทางค่ะว่าขากลับขอนั่งกระเช้านะ ลูบอกต้องจ่ายเพิ่มนะ เที่ยวละ 28 ยูโร ลูคะ ณ จุดนี้ 100 ยูโรก็ยอมค่ะ เพราะถ้าเดินกลับอีก 6.30 ชั่วโมงนี่ มาเก็บศพได้เลย คงตายคาป่าแน่นอน SK ผู้มีสเตปในการเดินคือ นับ 1 2 3 4 5 แล้วหยุดพัก แล้วนับใหม่ แล้วหยุดอีกครั้ง นับแบบนี้ไปเรื่อยๆ ฮีบอกว่าจะได้ไม่เหนื่อย แต่พอเราบอกว่าเราจะนั่งกระเช้าลงไปนะ ฮีกลับอาสาจะไปเป็นเพื่อนเองเพราะเราไม่ค่อยอินกับการปีนเขาเท่าไหร่ (แหม่!!!เหนื่อยก็บอกมาเถอะมีกั๊กนะจ๊ะ) Adam ผู้มีจิตวิญญาณของการปีนเขาครั้งนี้อย่างแรงกล้าบอกตั้งแต่แรกแล้งว่าจะเดินกลับเพราะ มันเป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยเดินไปและกลับเขาแห่งนี้ จะได้ประทับใจ แต่พอถึงจุดหมายก็เปลี่ยนใจนั่งกระเช้าซะงั้น 55555 Adam บอกกลัวมันจะมืดเดี๋ยวอันตรายรึเปล่า (หราาาาา) แต่เอาน่าในที่สุดพวกเราก็นั่งกระเช้าลงมา กระเช้าเงียบมาก แทบจะไม่กระตุกเลย วิวข้างล่างก็งามมากเช่นกัน ทำให้เราได้เห็นวิวทั้งสองแบบ อารมณ์เหมือนนั่งกระเช้าไป Nong Ping ที่ Hong Kong เลย แต่มีหมอกเยอะว่ากระเช้าใหม่กว่า

thumb_DSC_1455_1024

วิวจากกระเช้า

Processed with VSCO with g3 preset
Processed with VSCO with g3 preset

พอมาถึงตอนบ่าย 2 ครึ่ง (ใช้เวลา 20 นาทีเอง) เราก็โบกแท็กซี่ไปซาปา ราคาประมาณ 77,000 ดอง ตามมิเตอร์โดยแท็กซี่มาส่งพวกเราที่ SAPA O’Chau เพื่อมาใช้บริการนวดที่แถมมาให้อยู่ฝั่งตรงข้ามร้าน ได้นวดคนละ 30 นาที แต่เจ้าของร้านบอกนวด 1 ชั่วโมงเลยมั๊ย คิดเพิ่ม 100,000 ดอง เท่ากับว่าถ้านวดชั่วโมงนึงก็ 200,000 ดอง กะรวยเลยว่างั้น เราเลยถามว่า ทำไมแพงจังร้านอื่นชั่วโมงละ 100,000 เอง เค้าก็เงียบ คงเห็นว่าเราไม่ใช่เวียดนามซินะ หลังจากนวดเสร็จ Adam บอกปวดหัวมากไม่ไหวแล้วขอไปพักก่อน Jasmin ไปเดินที่อื่นต่อ ส่วนฉันกับ SK ตกลงกันว่านวดเมื่อกี้ไม่หายเลย ขอจัดอีก 1 ชั่วโมงละกัน แต่เปลี่ยนร้านนะ โดยร้านนี้มีแต่วัยรุ่น น่าจะนวดดี ร้านอยู่ด้านขวามือตอนกลับโรงแรมมีคนนั่งหน้าร้านเป็นวัยรุ่นกลางๆ ต่อรองราคาได้ชั่วโมงละ 100,000 ดองเช่นเคย เจ๊แกแบบเน้นให้เลยนวดดีใช้ได้เลย แต่ก็ยังปวดเท้าอยู่ เท้าเป็นแก้ว ได้แผลทุกคน แขน 2  สี คือ ดำกับขาวแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด รองเท้าพังกันไปตามระเบียบ โดยเฉพาะ SK ใส่ Onisuka สีขาวไปเดินค่าาาาาา กลับมาดำปิ๊ดปี๋เลย เมริงก็รู้ใช่มั๊ยว่าทริปนี้เราจะไปปีนเขาแต่เมริงดันใส่ Onisuka เนี๊ยะนะ (ลืมถ่ายรูปร้องเท้านางมา เยินมาก นางคงเซ็ง) นี่รองเท้าเรานี่ขัดแล้วนะคะ 555

มื้อเย็นเราไปลองร้าน Local ของที่นี่กัน โดยเมนูแนะนำคือ หมูผัด ใส่ขิงและเหล้ามันขมๆ แปลกๆ ไม่ค่อยโอเท่าไหร่

IMG_4004

Day 4 เก็บตก ในเมืองเพราะฝนตกเดินเล่นใกล้ๆ แทน (แอบเศร้าเบาๆ)

ตอนแรกกะว่าจะซื้อทัวร์ไป Tavan และ มาแวะ Cat Cat Village ฝันสลายทำได้แค่นั่งร้านกาแฟข้างที่พักบรรยากาศดี โอเคเลย ชิคด้วย ชื่อร้าน The Hill Station

บรรยากาศร้าน

thumb_DSC_1494_1024thumb_DSC_1500_1024thumb_DSC_1504_1024thumb_DSC_1505_1024

อาหารของเรา

thumb_DSC_1506_1024

 

กินเสร็จไปนวดกันค่ะ คือมา 4 วันใช้บริการนวดทุกวัน ร้านเดิมเมื่อวาน สังเกตุหน้าคนนวดเป็นเอกลักษณ์มาก มีลายสักคิตตี้อยู่ข้างข้อเท้าขวา น่าร๊อคอ่ะ

IMG_4306.JPG

สำรวจเมืองซาปา

thumb_DSC_1542_1024thumb_DSC_1536_1024thumb_DSC_1546_1024  thumb_DSC_1547_1024

thumb_DSC_1560_1024

thumb_DSC_1330_1024

มีขบวนงานศพด้วยท่ามกลางสายฝน

thumb_DSC_1530_1024

แวะลองอาหารท้องถิ่นร้านนี้

thumb_DSC_1553_1024

ข้าวเหนียว 3 สี กินกับถั่ว

IMG_4145

ข้าวหลามIMG_4144

กาแฟท้องถิ่นIMG_4146

เนื้อพันเห็ดเข็มทอง (สู้ร้านผัวเมียตีกันไม่ได้)IMG_4148

หมูดำ (อร่อยอ่ะ แต่กินเยอะไม่ได้ ทะเร็งจะถามหา)

thumb_DSC_1520_1024

พอถึง 5 โมงเย็นจะมีรถมารับที่ โรงแรมเพื่อไปส่งที่สถานี Lao Cai (โรงแรมไม่มีบริการไปส่งต้องจ่ายเพิ่ม 50,000 ดองต่อคน) กะงีบพี่คนขับขับได้น่ากลัวมาก ทั้งที่ทางมันโค้งแต่ขับเร็ว เลยได้แต่ชมวิวงามๆ ข้างทาง และ นั่งใจสั่นแทน

พอถึงสถานี Lao Cai ก็ไปรับตั๋วรถไฟขากลับไป Hanoi ของ Sapaly Express Train เช่นเคย แต่ขากลับนี้เรากับ Jasmin ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นอนไม่หลับเลยเพราะขากลับคนขับขับเร็วมากและทางลงเขาไม่เบรคเลย เสียงเอ๊ดๆตลอดทาง พวกเราเลยพะวงว่ากลัวอะไรจะเกิดขึ้น แต่ SK ผู้หลับสนิทแบบไม่สนใจโลกบอกว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ คงได้แต่ทำใจ เพราะฉะนั้นหลับก็ดีกว่า” ก็นะ ถึงที่หมายโดยปลอดภัยตอนตี 5 กว่าๆ

ขากลับเลยแวะกินเฝอหน้าสถานีรถไฟ Ga Ha Noiราคา 20,000 ดอง IMG_4180

จากนั้นเดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องเวลา 11.50 น. กลับกรุงเทพ

“ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป Jasmin Adam SK ที่ทำให้เกิดเสียงหัวเราะตลอดทริป รู้สึกชอบเมืองนี้ เงียบสงบดี พวกเราสัญญาว่าจะกลับไปอีกครั้ง”

พูดคุยกันได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/atravelerblog/

IG: A_Traveler_Blog

Twitter: A Traveler Blog

 

ดาวน์โหลดแผนการเดินทาง

https://drive.google.com/file/d/0B8cLhH3UNuhoY20xNnBma0Q2U2c/view

IMG_4300

Advertisements